ดลาดเด่นรายวัน: เงินเยนพร้อมสำหรับรอบใหม่อีกครั้งแล้วหรือยัง?
ชำแหละสมรภูมิ USDJPY: เกมแลกหมัดบนสังเวียนไฟต์บังคับที่ไร้ทางถอย
หากมองเข้าไปในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ณ ชั่วโมงนี้ คงไม่มีคู่เงินไหนที่สะท้อนภาพความขัดแย้ง ความตึงเครียด และความสิ้นหวังได้ชัดเจนไปกว่าคู่เงินอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเยนญี่ปุ่น (USDJPY) อีกแล้ว ภาพที่เราเห็นบนหน้าจอเทรดในวันนี้ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่วิ่งขึ้นลงตามการขยับของกราฟเทคนิค หรือการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจประจำสัปดาห์แบบที่เคยเป็นมา แต่มันคือการปะทะกันอย่างรุนแรงของสองขั้วอำนาจทางการเงินที่เปรียบเสมือนนักมวยสองคนบนสังเวียนที่ไม่มีวันเสมอกัน
ฝ่ายหนึ่งคือเงินเยน (JPY) ที่วันนี้รับบทเป็นนักมวยรุ่นเก๋าที่กำลังถูกไล่ต้อนจนเกือบจะจนมุม สภาพร่างกายเริ่มแสดงอาการล้าอย่างเห็นได้ชัด หมัดที่เคยหนักหน่วงในอดีตในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe-Haven Asset) วันนี้กลับกลายเป็นเพียงหมัดแย็บที่เบาหวิวและไร้ทิศทาง ไอเดียและชั้นเชิงที่เคยใช้แก้ทางคู่ต่อสู้ในอดีตกำลังหมดไป ทว่าอีกฝ่ายคือดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่เปรียบเหมือนนักมวยรุ่นใหญ่ที่ได้เปรียบทั้งช่วงชก น้ำหนักหมัด และที่สำคัญคือ มีปัจจัยมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์โลกคอยเป็นแรงส่งอยู่ข้างหลัง ยิ่งเวลาผ่านไป การแลกหมัดบนสังเวียนนี้ยิ่งเผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงความได้เปรียบหรือความมั่งคั่งอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ “การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด” ของฝั่งเงินเยน ภายใต้เสียงระฆังและจังหวะการชกที่ถูกกำหนดโดยคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างสมบูรณ์แบบ
1. ขาใหญ่คุมเกม: เมื่อดอลลาร์สหรัฐกุมทั้งจังหวะและพื้นที่บนกระดาน
ความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ฝั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วางหมากเอาไว้อย่างรัดกุม การรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for Longer) เปรียบเหมือนการที่นักมวยรุ่นใหญ่ได้เติมพลังงานอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่ตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ท่าทีของเฟดทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Yield Differential) ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น กลายเป็นเหวหน้าผาที่กว้างเกินกว่าที่เงินทุนไหลเข้าจะมองข้ามได้
ในโลกของการเก็งกำไร อัตราดอกเบี้ยคือแรงดึงดูดที่ทรงพลังที่สุด เมื่อฝั่งสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเงินจากทั่วโลกจึงไหลบ่าเข้าสู่สินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง การกระทำนี้ส่งผลให้ดอลลาร์สามารถเข้าควบคุม “พื้นที่” ในตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ นักเทรดสาย Carry Trade ทั่วโลกต่างใช้ประโยชน์จากเงินเยนที่มีต้นทุนต่ำต่ำเพื่อไปแสวงหาผลตอบแทนในฝั่งดอลลาร์ ยิ่งทำแบบนี้มากเท่าไหร่ แรงกดดันจากการขายเงินเยนเพื่อซื้อดอลลาร์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนทำให้กราฟ USDJPY พุ่งทะยานขึ้นไปสร้างความกดดันให้ฝั่งญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ จังหวะเวลา (Timing) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ดอลลาร์เป็นผู้กำหนด ทุกครั้งที่ตลาดเริ่มมีความหวังว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความตึงเครียดให้กับชาติต่างๆ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็มักจะประกาศออกมาเซอร์ไพรส์ตลาดในเชิงบวกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payrolls) หรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ยังคงดื้อแพ่ง สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนหมัดฮุกที่ตอกย้ำเข้าที่ใบหน้าของฝั่งเยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จังหวะที่ญี่ปุ่นพยายามจะฟื้นตัวกลับต้องหยุดชะงักลงทุกครั้งไป
2. ลมหายใจที่แผ่วเบาของเงินเยน: เมื่อกระสุนในรังเพลิงของ BOJ กำลังจะหมดลง
หันกลับมามองที่มุมของนักมวยฝั่งญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และกระทรวงการคลัง (MOF) กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า "Between มองบลังค์ แอนด์ เดอะ ดาร์ก ร็อค" คือกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้ว่าในรอบปีที่ผ่านมา BOJ จะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศละทิ้งนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy) และหันมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ แต่นั่นก็เป็นเพียงหมัดแย็บที่เบาเกินไปเมื่อเทียบกับหมัดโอเวอร์แฮนด์ของเฟด
การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นเป็นไปอย่างกระมิดกระเมี้ยนและเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เพราะโครงสร้างหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงลิ่วเกินกว่า 200% ของ GDP ทำให้ BOJ ไม่สามารถเร่งขึ้นดอกเบี้ยตามใจชอบได้ การขยับดอกเบี้ยขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐบาลและอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะเงินฝืดต้องพังทลายลงอีกครั้ง ความจำกัดจำเขี่ยในเชิงนโยบายนี้เองที่ทำให้ตลาดมองออกว่า "ญี่ปุ่นไม่มีไอเดียใหม่ๆ เหลืออยู่แล้ว" นักเก็งกำไรในตลาดต่างรู้ดีว่าทางเลือกของญี่ปุ่นมีจำกัด และนั่นทำให้ความกลัวที่มีต่อการเข้าแทรกแซงตลาด (FX Intervention) เริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที
ทุกครั้งที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นตัดสินใจเทขายดอลลาร์และเข้าซื้อเยนเพื่อพยุงค่าเงิน ตลาดจะเกิดการย่อตัวลงในระยะสั้นๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ก่อนที่แรงซื้อดอลลาร์จะดันราคากลับขึ้นไปที่จุดเดิมหรือสูงกว่าเดิม การแทรกแซงตลาดด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศจึงเปรียบเสมือนการส่งผ้าเย็นให้แก่นักมวยที่กำลังหมดแรงค้างสายเคเบิล มันช่วยยืดเวลาออกไปได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนผลลัพธ์ของการแข่งขัน ตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและส่วนต่างดอกเบี้ยยังคงเดิม กระสุนดอลลาร์ที่ญี่ปุ่นใช้เข้าแทรกแซงก็มีแต่จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเปล่าประโยชน์
3. แรงกระแทกซ้ำเติมจากปัจจัยมหภาคและภัยภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่ทำให้นักมวยฝั่งเยนต้องทรุดฮวบลงไปอีกในวันนี้ คือแรงกระแทกจากภายนอกสังเวียนที่ควบคุมไม่ได้ วิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หรือความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก ในอดีตเวลามีข่าวร้ายเหล่านี้ เงินเยนจะเป็นสินทรัพย์แรกๆ ที่นักลงทุนวิ่งเข้าหาเพื่อความปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงของปีนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อเกิดความไม่สงบในระดับโลก สิ่งที่ตามมาคือความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ญี่ปุ่นในฐานะประเทศเกาะที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์เกือบ 100% ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกและก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น ดุลการค้าของญี่ปุ่นก็ยิ่งติดลบหนักขึ้น เพราะผู้ประกอบการญี่ปุ่นจำเป็นต้องแลกเงินเยนเป็นดอลลาร์สหรัฐเพื่อไปจ่ายค่าพลังงานเหล่านั้น แรงกดดันจากการค้าในชีวิตจริง (Commercial Flow) นี้เองที่เป็นตัวการสำคัญที่กดหัวเงินเยนให้จมดิ่งลงไปอีก โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงทุบจากนักเก็งกำไรด้วยซ้ำ
ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกาในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่สูงขึ้นจึงไม่ได้ทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากเท่ากับฝั่งญี่ปุ่น มิหนำซ้ำ มันยังเป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ลดลงช้ากว่าที่คาด ซึ่งบีบให้เฟดต้องคงดอกเบี้ยสูงต่อไป นี่ยังไม่นับรวมกระแสเงินทุนที่วิ่งเข้าหาดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยขั้นสูงสุด (Ultimate Safe-Haven) ที่มีสภาพคล่องและผลตอบแทนรองรับ กลายเป็นว่าข่าวดราม่าระดับโลกทุกลูกกลับกลายเป็นอาวุธเสริมที่ส่งตรงเข้ามือดอลลาร์เพื่อใช้ไล่ถลุงเงินเยนจนน่วม
4. กลยุทธ์และการเอาตัวรอดบนหน้าเทรดสำหรับนักลงทุน
เมื่อเห็นภาพรวมของสังเวียนแล้ว คำถามสำคัญสำหรับนักเทรดและนักลงทุนในบล็อกนี้คือ เราจะวางตัวอย่างไรในเกมที่ฝั่งหนึ่งกำลังหมดแรง แต่อีกฝั่งกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ?
สิ่งแรกที่ต้องพึงระวังคือ "อย่าพยายามทำตัวเป็นฮีโร่เข้าไปช้อนซื้อเงินเยนที่ก้นเหว" เพียงเพราะคิดว่ามันถูกเกินไปแล้ว (Don't catch a falling knife) ในตลาดการเงิน คำว่า "ถูกแล้วยังมีถูกกว่า" และ "แพงแล้วยังมีแพงได้อีก" เป็นสัจธรรมที่ใช้ได้เสมอ ตราบใดที่โครงสร้างนโยบายการเงินของทั้งสองประเทศยังไม่มีการกลับทิศทางอย่างชัดเจน เช่น เฟดเริ่มส่งสัญญาณตัดลดดอกเบี้ยแบบAggressive หรือ BOJ ประกาศขึ้นดอกเบี้ยแบบช็อกโลก การสวนเทรนด์หลัก (Primary Trend) เพื่อกินกำไรระยะสั้นจากการย่อตัวเป็นเรื่องที่อันตรายและมีแต้มต่อที่ต่ำมาก
สำหรับสายตาของนักเก็งกำไรในสไตล์ Follow Trend จังหวะที่ราคา USDJPY มีการย่อตัวลงมาจากการเข้าแทรกแซงทางวาจา (Verbal Intervention) หรือการเข้าแทรกแซงจริงของทางการญี่ปุ่น นั่นคือ "โอกาสทอง" ในการหาจังหวะตั้งรับและเข้าซื้อสะสมดอลลาร์เพื่อรันเทรนด์ต่อ เพราะเรากำลังเทรดอยู่บนฝั่งเดียวกับผู้คุมจังหวะและพื้นที่ของตลาด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และขนาดของโพสิชั่น (Position Sizing) เนื่องจากความผันผวนจะสูงมากเมื่อราคาเข้าใกล้โซนจิตวิทยาสำคัญที่ทางการญี่ปุ่นอาจจะยอมไม่ได้และต้องโดดลงมาทุบราคาเพื่อรักษาหน้าตาทางการเมือง
5. บทสรุปของไฟต์บังคับ: จุดสิ้นสุดของเกมนี้อยู่ที่ตรงไหน?
ไม่มีการต่อสู้ใดบนสังเวียนที่จะยืนยงคงกระพันไปได้ตลอดกาล เกมแลกหมัดของ USDJPY ในท้ายที่สุดแล้วย่อมต้องมีจุดจบ แต่คำถามคือฝั่งญี่ปุ่นจะยอมโดนน็อกเอาต์ หรือกรรมการจะสั่งยุติการชกเพื่อรักษาชีวิตนักมวยเอาไว้ก่อน? จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของคู่เงินนี้จะไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคอล แต่เป็นเรื่องของ "ความอดทน" ของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศญี่ปุ่นเอง
เมื่อเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพของประชาชนคนญี่ปุ่นจะพุ่งสูงขึ้นผ่านสินค้านำเข้าที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้กำลังสร้างแรงกดดันทางสังคมและการเมืองอย่างมหาศาลต่อรัฐบาลญี่ปุ่น หากวันใดวันหนึ่งที่ความเดือดร้อนของประชาชนพุ่งขึ้นถึงขีดสุด จนรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสั่งให้ BOJ พลีชีพด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรงเพื่อดึงเงินเยนให้กลับมาแข็งค่า แม้ว่ามันจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม วันนั้นแหละจะเป็นวันที่ภาพการต่อสู้บนสังเวียนนี้จะเปลี่ยนไป
แต่ตราบใดที่วันนั้นยังมาไม่ถึง และเฟดยังคงยืนกรานที่จะไม่ยอมปล่อยมือจากนโยบายดอกเบี้ยสูง USDJPY ในวันนี้ก็ยังคงเป็นมหากาพย์การเดินทางของนักมวยเยนที่ไร้ทางสู้ ได้แต่ยกการ์ดสูงและเดินถอยหลังพิงเชือกไปเรื่อยๆ รอคอยเพียงปาฏิหาริย์จากภายนอกมาระงับการดวลหมัดครั้งนี้ หน้าที่ของเราในฐานะนักเทรดไม่ใช่การเข้าไปสงสารหรือกอบกู้ใคร แต่คือการมองภาพความจริงให้ออก อ่านทิศทางลมให้ขาด แล้วเดินตามผู้ชนะที่กำลังคุมเกมอยู่บนเวทีอย่างมีวินัยและเลือดเย็นที่สุดครับพี่!
Comments
Post a Comment